[Scoops พิเศษ] ต้องเท่าไหร่ถึงจะพอนะ ? How Much is Enough ?

พอถึงสิ้นปีหลายคนอาจได้เงินโบนัสมาใช้จ่าย บางคนเอาไปเก็บ บางคนไม่ได้โบนัสเลยก็มี แต่เชื่อไหมครับ ?? ทุกคนมีจุดเชื่อมโยงกันคือ “เงิน” แน่นอนว่าเงินคือปัจจัยที่นำมาใช้ประกอบการดำรงชีวิตแทบทุกอย่างต้องใช้เงิน จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยรอบตัวของเราว่าต้องใช้จ่ายขนาดไหน หากมีใครมาถามผมว่าต้องการเงินขนาดไหน แว๊บแรกในหัวก็คิดว่าพอดี ๆ ก็พอมั้ง ?? แต่พอดีของเราคืออะไรละ ?? มีบ้านเดี่ยวหลังละ 4 ล้าน มีรถยนต์ขับ ? มีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนะหรือ ? แน่นอนนี้คือที่ผมอยากได้และคิดว่ามันพอดี แต่กลับกันหากคนที่ตอนนี้บ้านยังต้องเช่าอยู่ละ ? ขอแค่มีทาวเฮาร์หลังละ 1 ล้านก็พอ ไม่มีรถไม่เป็นไรดาวน์มอไซค์มาขับก็ได้ หรือจะขึ้นรถโดยสารก็ชิว ๆ ไปนะ ดังนั้นปัจจัยในการใช้ชีวิตของเราจะพอหรือไม่พอมันแต่ต่างกันแน่นอนครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือเราจำเป็นต้องมีเงินเก็บ เงินฉุกเฉิน เพื่อจะนำไปใช้ในยามไม่มีจริง ๆ ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่า “เท่าไหร่ถึงจะพอ ?” ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริง ๆ

สำรวจตัวเองคุณใช้เงินไปขนาดไหนใน 1 เดือน !!

ไลฟ์สไตล์ของคนเราไม่เหมือนกันจุดของคำว่า “พอ” ก็ย่อมแตกต่างกันไปอย่างแน่นอน หากเราใช้ไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่าย ค่าแรงขั้นต่ำจะพอกับการใช้ชีวิตหรือไม่ ? หรือหากมีไลฟ์สไตล์ที่ชอบพบปะผู้คนเงินเดือน 30,000 บาท อาจดูเหมือนได้เดือนละ 5,000 บาท ก็เป็นได้ ดังนั้นไม่มีใครนิยามได้ว่า “พอ” ของเรามันเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการสำรวจตัวเองว่าแต่ละเดือนเราใช้เงินขนาดไหน และเงินเดือนที่ได้มันพอจริง ๆ หรือพอแบบฉิวเฉียด ผมไม่แนะนำให้คุณคำนวณแบบคร่าว ๆ มาคิด เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลยหากเราไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่หากคุณมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่ ลองเอาค่าใช้จ่ายที่เยอะที่สุดมาคิด คุณจะรู้ว่าเงิน ณ ตอนนี้ใช้อะไรยังไงบ้าง หากใครคิดไม่ออกลองคิดตามตารางนี้ดูครับ

หาจำนวนเงินที่ใช้จ่ายต่อปี

หลังจากที่กรอกค่าใช้จ่ายในตารางลงไปแล้ว คุณจะรู้แล้วว่าเงินต่อเดือนที่ใช้ไปมีค่าเท่ากับเท่าไหร่ แต่จุดนี้ต้องพยายามคิดอย่างจริงจังว่าที่กรอกลงไปน่ะ หมดแล้วจริง ๆ นะ !! เพื่อไม่ให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนลองทบทวนอีกครั้งนะครับ จากนั้นลองให้นึกภาพตามประมาณนี้ว่า

เมื่อคุณหยุดทำงาน แน่นอนว่าการใช้เงินในบางส่วนจะลดลง เช่น ค่าเดินทาง ภาษีสังคม เป็นต้น ดังนั้นคุณจะคิดว่าไม่ต้องเก็บเงินเยอะก็ได้ ?? แต่เดี๋ยวก่อน !! แน่นอนว่าเมื่อคุณคิดจะหยุดงาน ย่อมหมายความว่ามีอายุระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการพบแพทย์ประจำปี อาการป่วยกระทันหัน หรือแม้แต่ต้องนำเงินไปใช้จ่ายในการออกกำลังกาย กินอาหารเพื่อสุขภาพก็ตาม ดังนั้นเพื่อความเหมาะสมระดับการออมเงินควรมี 80% ของยอดค่าใช้จ่ายรวม เช่น คุณมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ 40,000 บาท จะคิดดังนี้

ค่าใช้จ่ายตอนรีไทร์ = (80% x 40,000) = 32,000 บาท

คิดเป็นต่อปี = (32,000 x 12) = 384,000 บาท

แน่นอนว่านี่คือตัวเลขต่อปี  ณ ปีนี้ !! ขีดเส้นใต้ไว้ว่าปีนี้ครับ !! หมายความว่าไง ?? หมายความว่าในการหมุนของระบบธุรกิจจะมีคำว่า “เงินเฟ้อ” ซึ่งจะทำให้ค่าเงินในปัจจุบันกับอนาคตไม่เท่ากัน 100 บาทที่ใช้ซื้อหวยในตอนนี้ อาจจะเป็น 150 บาทในการซื้อหวยในอีก 10 ปีข้างหน้าก็เป็นได้ !! ดังนั้นก่อนวางแผนรีไทร์ต้องคิดก่อนว่าเงินจะเฟ้อขนาดไหน

เงินเฟ้อคืออะไร ??

เงินเฟ้อ หมายถึง ภาวะที่สินค้าหรือการบริการใด ๆ ปรับตัวให้มีราคาสูงขึ้น ทำให้อำนาจของเงินในปัจจุบันกับอนาคตแตกต่างกัน หรือจะเปรียบง่าย ๆ คือ เงินจะมีค่าน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป การที่เงินเฟ้อจะทำให้เราต้องเสียเงินจำนวนมากขึ้นในการซื้อของสิ่งเดียวกันหรือได้ในปริมาณที่น้อยลง ซึ่งปกติแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้คำนวณและประกาศตัวเลขทุกต้นเดือน ตัวเลขสำคัญที่ประกาศออกมา คือตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน และตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ย

  • เงินเฟ้อประจำเดือน : จะเปรียบเทียบเดือน ณ ปัจจุบัน กับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว
  • เงินเฟ้อเฉลี่ย : จะทำการเปรียบเทียบตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนที่ประกาศ

ดังนั้นเงินเฟ้อคือสิ่งที่น่ากลัวมาก หากเราคิดว่าพอแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะไม่พอใช้ก็เป็นได้ แถมเรายังไม่สามารถคิดเป็นจำนวนสุทธิที่แน่นอนได้อีกด้วย ทำได้เพียงวางแผนแบบคร่าว ๆ ไว้เท่านั้น แต่โดยทั่วไปแล้วค่าเฉลี่ยของเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3-4 % หากเอาแน่นอนก็คิดไว้ที่ 4% เข้าไว้ครับ

จำนวนปีที่ต้องใช้ ??

เมื่อเราคิดถึงค่าใช้จ่ายต่อปี และอัตราเงินเฟ้อแล้ว สิ่งต่อมาก็คือการคำนวณว่าเราจะใช้เงินอีกกี่ปี ?? แน่นอนว่าไม่เหมือนกันและคาดเดาไม่ได้อีกด้วย เช่นนาย A รีไทร์ตอนอายุ 40 วางแผนจะมีอายุถึง 80 ปี ดังนั้นต้องใช้เงินเป็นจำนวน 40 ปี โดยที่ไม่มีรายได้เข้ามา แต่นาย B รีไทร์ตอน 65 ปี วางแผนจะอยู่ถึง 80 ปี ดังนั้นนาย B ต้องมีเงินสำรอง 15 ปีขึ้นไป

โดยจากข้อมูลปี 2559 จากเว็บไซต์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม พบว่าอายุเฉลี่ยของคนไทย เพศชาย 71.8 ปี เพศหญิง 78.6 ปี จะแสดงให้เห็นว่า หากวางแผนจะรีไทร์ต้องเอาตัวเลขนี้เป็นตัวตั้งพื้นฐาน อาจจะบวกเพิ่ม 5 – 10 ปี ก็ตามแต่คุณต้องการครับ แต่ก็ทำได้แค่วางแผนไว้คร่าว ๆ คุณอาจจะใช้เงินน้อยกว่านี้ก็ได้หากประหยัด หรือคุณอาจจะใช้เยอะกว่านี้ก็ได้หากเก็บไม่ถูกหลัก อ้าว ! ! เขียนมาตั้งนานแล้วจะให้ทำทำไมละ ?? ให้ลองคิดตามครับว่าหากเราไปสนามรบ คนแรกไม่วางแผนอะไร คิดว่าไม่มีอะไรหลอกเดี๋ยวก็รอด ไปถึงเจอข้าศึกประชิดกว่า 100 คน อีกคนเข้าไปด้วยกระสุน เสื้อเกราะ ยา และทหารร่วมทัพ โดยมีสายข่าวรายงานว่ามีศัตรู 100 คน คุณและทีมที่ได้เตรียมตัวแล้วกวาดล้างจนเกลี้ยง อันไหนดีกว่ากัน ??

สรุปการคำนวณเงินที่ต้องใช้ตอนรีไทร์

จากที่เราทำกันมา จำนวนเงินต่อปี 384,000 บาท นั้นต้องทำมาคำนวนกับปีที่จะต้องการใช้หลังรีไทร์ คูณด้วยเงินเฟ้อ จะได้ค่าเงินที่ต้องการ สูตรจะประมาณนี้

เงินรีไทร์ = (เงินที่ใช้ต่อปี x จำนวนปี x เงินเฟ้อ (3-4%)) = เงินที่ต้องออม

นอกเหนือไปกว่านั้นก็จะมีรายละเอียดยิบย่อยเช่น ในการเก็บเงินของเราจะฝากธนาคารที่ดอกเบี้ยเท่าไหร่ หรืออมในกองทุน ประกันชีวิต หุ้น ขาดทุนหรือกำไรไหม ?? ขอย้่ำอีกครั้งว่ายังไงก็คือตัวเลขแบบคร่าว ๆ แต่มันคงจะดีกว่าหากเรามีการเตรียมตัวที่แน่นอนกว่า ไม่ไปหวังน้ำบ่อหน้าที่อาจไม่มีเลยก็เป็นได้ ซึ่งหากใครคิดจะเกษียรขอให้เกษียรด้วยความสุขและมั่นคงทางการเงินนะครับ

ปล. บทความนี้ทำการบ้านมามาก หากถูกใจโปรดแชร์เป็นกำลังใจให้ผมด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับผม

 

ซุยกับเรา |>

comments